วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินคดีแพ่ง



คดีแพ่ง คือ อะไร

คดีแพ่ง
คือ คดีที่มีการโต้แย้งสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่ง เช่น การฟ้องให้ผู้กู้ชำระเงินตามสัญญากู้ หรือการฟ้องให้ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหาย เป็นต้น จะเห็นได้ว่า วัตถุประสงค์ของการฟ้องคดีแพ่งมุ่งให้จำเลยชำระเงิน หรือ ชดใช้ค่าเสียหาย มิได้มุ่งจะให้จำเลยต้องถูกลงโทษ เช่น จำคุก ตามกฎหมายอาญา

คดีแพ่ง นอกจากเป็นเรื่องพิพาทกันดังกล่าวแล้ว อาจเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้บุคคลใช้สิทธิทางศาลเพื่อรับรองคุ้มครองสิทธิของตน เช่น การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยการครอบครองปรปักษ์ซึ่งถึอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท






ทนายความ

ในการดำเนินคดี โจทก์หรือจำเลยซึ่งถือเป็น "ตัวความ" หากไม่ต้องการที่จะดำเนินคดีด้วยตนเองก็อาจแต่งตั้งให้ทนายความกระทำแทนได้ ทนายความที่ได้รับแต่งตั้งมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวความที่แต่งตั้งตน
การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นตอนซับซ้อน หากดำเนินการผิดพลาดจะส่งผลเสียแก่คดี โจทก์และจำเลยจึงควรแต่งตั้งทนายความกระทำแทน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกและรัดกุมในการดำเนินคดี เนื่องจากทนายความเป็นผู้มีวิชาชีพทางกฎหมายย่อมรู้ขั้นตอนหรือกระบวนพิจารณาต่างๆ ดีกว่าบุคคลทั่วไป


ข้อควรทราบ
1.เมื่อมีการแต่งตั้งให้ทนายความกระทำการแทนแล้ว สิ่งที่ทนายความกระทำในกระบวนพิจารณาของศาลจะผูกพันตัวความคือ โจทก์ จำเลย โดยถือว่าโจทก์จำเลยยินยอมและรับทราบด้วยแล้ว การป้องกันไม่ให้ทนายความไปกระทำการเสียหาย อาจทำได้โดยการจำกัดอำนาจกระทำการของทนายความในใบแต่งทนายความด้วยการเขียนระบุอำนาจกระทำการของทนายความในใบแต่งทนายความด้วยการเขียนระบุอำนาจกระทำการของทนายความไว้ให้ชัดเจนว่าเฉพาะกิจการใดให้มีอำนาจกระทำการแทน
2.การตกลงคิดค่าจ้างว่าความจากทรัพย์สินที่พิพาทกัน เช่น ร้อยละ 5 ของทรัพย์สินที่จะได้รับ เป็นการตกลงให้ทนายความเข้าทีส่วนได้เสียโดยตรงในผลของคดี ถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ
3.ตัวความสามารถร้องเรียนทนายความที่ประพฤติผิดมรรยาทได้ที่คณะกรรมการมรรยาททนายความ สภาทนายความ

อย่างไรก็ตาม คดีทุกเรื่องไม่จำเป็นต้องมีทนายความเสมอไป หากตัวความเห็นว่าพอจะดำเนินการเองได้ เช่น ร่างคำฟ้อง ร่างคำร้อง หรือซักถามพยานก็สามารถทำเองหรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินคดีแทนได้ แต่ข้อควรระวัง คือ นอกจากตัวความและผู้ที่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคีดแทนแล้ว บุคคลที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความจะเรียงฟ้อง หรือ ว่าความไม่ได้ หากฝ่าฝืนจะผิดตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528




เอกสารที่ต้องจัดเตรียมเมื่อไปติดต่อศาล เช่น

1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับมูลหนี้ เช่น หนังสือสัญญา หนังสือบอกกล่าวทวงถาม
2. หนังสือมอบอำนาจในกรณีที่มอบให้ผู้อื่นกระทำแทน
3. ใบแต่งทนายความ
4. รวยละเอียดในการคำนวณยอดหนี้
5. บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์
6. สำเนาทะเบี่ยนบ้านหรือใบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลย ไม่ควรเกิน 1 เดือน (จากฐานข้อมูลการ
ทะเบียน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย)
7. หนังสือรับรองนิติบุคคล (จากสำนักงานหุ้นส่วนบริษัท กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์) ในกรณีที่เกี่ยว
ข้องกับนิติบุคคล เป็นต้น





เมื่อมีการถูกฟ้องเป็นคดีแพ่ง ควรปฎิบัติดังนี้
1. เมื่อถูกฟ้องเป็นจำเลย ควรปรึกษาทนายความและแต่งตั้งทนายความเพื่อว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทน
2. เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การ จะต้องยื่นคำให้การภายในกำหนด ซึ่งระยะเวลาในการยื่นคำให้การนั้นมีความแตกต่างกัน ดังนี้
- คดีทั่วไป จำเลยต้องทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง
- คดีมโนสาเร่ เมื่อศาลออกหมายเรียกไปยังจำเลยให้มาศาลและให้จำเลยให้การในวันมาศาล
- คดีไม่มีข้อยุ่งยาก ศาลจะกำหนดระยะเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การภายในวันใดวันหนึ่งตามที่ศาลจะเห็นสมควรกำหนดก็ได้
3. การนับระยะเวลายื่นคำให้การ จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง หรือบุคคลอื่นที่อายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านหรือที่ทำงานเดียวกับจำเลย รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแทนจำเลย
หากเป็นกรณีส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยวิธีอื่น เช่น เจ้าหน้าที่ศาลปิดหมายเรียกและสำเนาฟ้องไว้ที่บ้านหรือที่ทำงานของจำเลย หรือประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ การนับระยะเวลาจะเริ่มนับเมื่อพ้น 15 วัน นับแต่วันปิด หรือวันประกาศโฆษณา
หากจำเลยไม่สามารถยื่นคำให้การภายในกำหนดได้ เช่น มีเอกสารหลักฐานในการต่อสู้คดีจำนวนมาก จำเลยก็อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลขยายระยะเวลายื่นคำให้การได้โดยต้องมีเหตุผลพิเศษอ้างเหตุที่ขอขยายระยะเวลานั้น และเป็นดุลพินิจของศาลที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาก็ได้



จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ หมายถึง กรณีที่จำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การโดยชอบแล้ว จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล และจำเลยมิได้ขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ซึ่งตามกฎหมายจะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การทันที
อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยจะขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การแล้ว แต่ก็ยังอาจขาดนัดยื่นคำให้การได้ ถ้าศาลไม่อนุญาตขยายระยะเวลาให้ยื่นคำให้การ เนื่องจากไม่มีเหตุอันสมควร

การขาดนัดยื่นคำให้การจะมีได้เฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาไม่มีการขาดนัดยื่นคำให้การ


กรณีที่จำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายหรือศาลกำหนด โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ฝ่ายโจทก์ชนะคดีเพราะเหตุจำเลยขาดนัดภายใน 15 วัน นับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลย มิฉะนั้น ศาลอาจมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ได้

ผลของการจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ

1. จำเลยจะนำพยานของตนเข้าสืบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร
2. จำเลยมีสิทธิถามค้านพยานโจทก์ได้





การขาดนัดพิจารณา คือ
คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาล (ไม่ว่าจะเป็นตัวความหรือผู้มีสิทธิทำการแทนตัวความ เช่น ผู้รับมอบอำนาจและทนายความ) ในวันสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดพิจารณา

ผลของการขาดนัดพิจารณา
1. คู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ศาลสั่งจำหน่ายคดี
2. โจทก์ขาดนัดพิจารณา
- ถ้าจำเลยไม่ประสงค์ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลจำหน่ายคดี
- ถ้าจำเลยแจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไป ศาลจะพิจารณาและ
ชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว
3. จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลจะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว


การชี้สองสถาน

การชี้สองสถานเป็นกระบวนพิจารณาภายหลังที่ศาลได้รับคำฟ้องและคำให้การแล้ว เหตุที่ต้องมีการชี้สองสถานเพราะบางครั้งคู่ความยกข้อโต้เถียงกันมาก ยืดยาว สับสน ศาลจึงต้องกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบ เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
ในวันชี้สองสถาน ศาลจะตรวจสอบคำฟ้อง คำให้การ และคำแถลงต่างๆ แล้วสอบถามคู่ความเกี่ยวกับข้ออ้างข้อเถียง และพยานหลักฐาน รวมทั้งจะสอบถามถึงข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งอ้างแต่อีกฝ่ายไม่ยอมรับ แล้วกำหนดประเด็นข้อพิพาท กับกำหนดว่าฝ่ายใดมีหน้าที่นำพยานมาสืบพิสูจน์
คดีที่ไม่ต้องมีการชี้สองสถาน เช่น
1. จำเลยคนใดคนหนึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ
2. คดีมโนสาเร่ คดีไม่มีข้อยุ่งยาก
3. คดีที่ศาลเห็นว่ามีประเด็นข้อพิพาทไม่ยุ่งยาก หรือไม่จำเป็นต้องชี้สองสถาน


ชนิดของพยาน

1.      พยานบุคคล หมายถึง บุคคลที่ไปเบิกความให้ข้อเท็จจริงต่อศาล

2. พยานเอกสาร หมายถึง กระดาษ หรือวัตถุใดๆ ที่ปรากฎตัวอักษร ตัวเลข หรือเครื่องหมายซึ่งเป็นการสื่อความหมายนั้นๆ เช่น สัญญากู้ โฉนดที่ดิน

3. พยานวัตถุ หมายถึง วัตถุสิ่งของหรือสัตว์ที่นำมาให้ศาลตรวจ

4. พยานผู้เชี่ยวชาญ หมายถึง พยานที่มาเบิกความให้ความเห็นต่อศาล ในฐานะเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในวิชาการบางอย่าง



พยานบุคคลมี 2 ประเภท ได้แก่
1. พยานนำ คือ พยานบุคคลหากคู่ความนำมาศาลได้เอง ก็ไม่จำเป็นต้องขอหมายเรียกให้มา
2. พยานหมาย คือ คู่ความไม่สามารถนำพยานมาเองได้ก็จะขอให้ศาลออกหมายเรียกไปยังบุคคลที่อ้างนั้น เพื่อให้มาเบิกความต่อศาล

พยานเอกสาร
ซึ่งอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น หากคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะอ้างเป็นพยานก็จะขอให้ศาลมีหมายเป็นคำสั่งเรียกไปยังผู้ครอบครองเอกสารนั้นให้ส่งเอกสารต่อศาล

พยานผู้เชียวชาญ
ถ้าคู่ความต้องการให้พยานดังกล่าวไปให้การออกความเห็นในประเด็นใดที่ศาล อาจขอให้ศาลแต่งตั้งหรือจะอ้างและนำไปศาลเองก็ได้ แต่ถ้าเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแต่งตั้ง ศาลสามารถให้พยานผู้เชี่ยวชาญทำความเห็นเป็นหนังสือก็ได้ และหากไม่เป็นที่พอใจศาลอาจให้พยานผู้เชี่ยวชาญนั้นไปเบิกความประกอบหนังสือด้วยก็ได้

พยานวัตถุ
คู่ความฝ่ายที่อ้างจะนำส่งต่อศาลและให้อีกฝ่ายหนึ่งตรวจดูต่อหน้าศาลนั้น ถ้าเป็นวัตถุใหญ่โตยากแก่การนำมาศาล โจทก์จะขอให้ศาลออกไปเดินเผชิญสืบเพื่อตรวจพยานวัตถุนั้นนอกศาลก็ได้

การเดินเผชิญสืบ

เป็นการไปสืบพยานนอกศาล นอกจากจะไปตรวจพยานวัตถุ ดังกล่าวแล้ว อาจใช้ในกรณีที่พยานบุคคลป่วยเจ็บหรือชราภาพ จนไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ หรือออกไปตรวจสถานที่ที่พิพาทกันในคดีเพื่อให้ศาลเห็นสภาพที่แท้จริง




การสืบพยานในชั้นศาล คู่ความจะอ้างอิงบุคคล เอกสาร หรือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นพยาน ต้องระบุไว้ในบัญชีพยานที่ยื่นต่อศาล และส่งสำเนาแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งล่วงหน้าเพื่อให้ทราบว่ามีหลักฐานอะไรบ้างที่จะใช้สนับสนุนข้ออ้างข้อเถียงของตนเอง
การระบุพยานเป็นการป้องกันมิให้คู่ความเอารัดเอาเปรียบในทางคดี

ขั้นตอนการสืบพยาน

1. คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานจะถามพยานก่อน เรียกว่า ซักถาม
2. เมื่อจบซักถามแล้ว คู่ความฝ่ายตรงข้ามมีสิทธิถามพยานเพื่อหักล้างคำเบิกความที่ตอบซักถามได้ เรียกว่า ถามค้าน
3. เมื่อจบคำถามค้านแล้ว คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานมีสิทธิถามพยานอีกครั้ง เรียกว่า ถามติง ซึ่งจะถามได้เฉพาะคำถามที่เกียวกับคำเบิกความของพยานตอบคำถามค้านเท่านั้น
4. หลักจากนั้น หากคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะซักถามพยานอีกต้องขออนุญาตจากศาลเสียก่อน หากศาลอนุญาต คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิถามค้านพยานได้อีกในข้อที่เกี่ยวข้องกับคำถามนั้น
ในการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานจะซักถามพยาน หรือถามติงพยาน ห้ามใช้ คำถามนำ ส่วนกรณีที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามถามค้านคู่ความฝ่ายนั้นมีสิทธิใช้คำถามนำได้

คำถามนำ คือ คำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวโดยพยานเพียงตอบว่า ใช่ หรือ ไม่ เท่านั้น

กฎหมายห้ามพยานเบิกความต่อหน้าพยานอื่นที่จะเบิกความภายหลัง แลศาลมีอำนาจสั่งให้พยานอื่นที่จะเบิกความภายหลังออกไปรอนอกห้องพิจารณาได้
เมื่อพยานเบิกความแล้ว ศาลจะอ่านคำเบิกความนั้นให้พยานฟังและพยานลงลายมือชื่อไว้ ก็หมดหน้าที่ของพยาน


การอ้างพยานเอกสาร
1. การอ้างพยานเอกสารเป็นพยานนั้น ศาลจะรับฟังเฉพาะต้นฉบับของเอกสาร
เว้นแต่
1. คู่ความทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้อง
2. หาต้นฉบับเอกสารไม่ได้ ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้
3. ต้นฉบับเอกสารอยู่ในความครอบครองของทางราชการ หากมีสำเนาหรือข้อความที่คัดจากเอกสารโดยที่ทางราชการรับรองถูกต้อง ก็ใช้อ้างอิงเป็นพยานได้
2. ฝ่ายที่อ้างเอกสาร ต้องส่งสำเนาเอกสารให้ศาลและคู่ความฝ่ายอื่นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน
3. ฝ่ายที่อ้างเอกสาร ต้องเสียค่าอ้างเอกสารเป็นพยานในศาลชั้นต้นฉบับละ 5 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 200 บาท


การขอคุ้มครองชั่วคราว

ในระหว่างที่มีการดำเนินคดี ก่อนที่ศาลพิพากษาชี้ขาดว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายชนะหรือแพ้คดี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะได้รับความเสียหาย กฎหมายจึงกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองคู่ความไว้ชั่วคราว โดยกำหนดไว้ 3 กรณี คือ
1. จำเลย เป็นผู้ขอ ได้แก่ ขอให้โจทก์วางเงินหรือหาประกัน

2. โจทก์ เป็นผู้ขอ ได้แก่
- ขอให้ยึด หรือ อายัดทรัพย์สินของจำเลย
- ขอให้ศาลห้ามไม่ให้จำเลยกระทำซ้ำ หรือกระทำต่อไป ซึ่งเป็นการละเมิด การผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง
- ขอให้ศาลมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่า การบุบสลายของทรัพย์สิน
- ขอให้จับกุมและกักขังจำเลยชั่วคราว เป็นต้น

3. โจทก์ หรือจำเลย เป็นผู้ขอ ได้แก่
- ขอให้นำทรัพย์สิน หรือเงินที่พิพาทวางต่อศาล หรือบุคคลภายนอก
- ขอให้บุคคลไร้ความสามารถอยู่ในความปกครองของบุคคลภายนอก เป็นต้น




1. คำพิพากษา
คำพิพากษาของศาลกฎหมายกำหนดให้ทำเป็นหนังสือแสดงคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดีและเหตุผลคำวินิจฉัยนั้น รวมทั้ง เรื่องค่าฤชาธรรมเนียมด้วย
ย่อหน้าสุดท้ายของคำพิพากษา จะบอกผลของข้อวินิจฉัย พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน.......................... หรือ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

การอ่านผลของคดีจากคำพิพากษาชั้นศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลฎีกา
มีถ้อยคำที่ควรทราบ คือ
1. ยืน หมายถึง เห็นด้วยกับศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ทั้งหมด
2. ยก หมายถึง ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกายกอุทธรณ์หรือฎีกาของคู่ความ
3. กลับ หมายถึง ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น หรือ ศาลอุทธรณ์ทั้งหมด
4. แก้ หมายถึง เห็นด้วยบางส่วน ไม่เห็นด้วยบางส่วน

เมื่อศาลพิพากษาแล้ว ศาลจะมีคำสั่งให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฎิบัติตามคำพิพากษา และกำหนดวิธีปฏิบัติไว้ เรียกว่า คำบังคับ


2. การพิพากษาตามยอม
เมื่อฟ้องคดีต่อศาลแล้วคู่ความอาจตกลงกันและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันได้ มี 2 วิธีคือ

1. การทำสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาล ซึ่งเป็นการทำสัญญากันเองไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาของศาล ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ และโจทก์ต้องมาขอถอนฟ้อง
2. การทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล ซึ่งเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามขั้นตอนและกระบวนการของศาล

ในช่วงคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ถ้าคู่ความตกลงกันได้ก็อาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลกันได้ ถ้าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเห็นว่าข้อตกลงไม่ขัดต่อกฎหมายศาลก็จะพิพากษาตามยอมให้





การอุทธรณ์ ฎีกา

ข้อจำกัดการอุทธรณ์ ฎีกา
เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว คู่ความที่ไม่พอใจ อาจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ หรือ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว คู่ความที่ไม่พอใจ อาจฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ข้อโต้แย้งที่คู่ความหยิบยกขึ้นอาจแยกเป็นข้อกฎหมาย และ ข้อเท็จจริง โดยหลักถ้าเป็นข้อกฎหมายจะไม่มีข้อห้ามในการอุทธรณ์ฎีกา แต่กฎหมายจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาปัญญาข้อเท็จจริง


ระยะเวลาการอุทธรณ์ฎีกา
คู่ความจะต้องยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังแล้วแต่กรณี


การบังคับคดี

หมายถึง วิธีการที่คู่ความผู้ชนะคดีจะดำเนินการเอาแก่ผู้แพ้คดีเพื่อให้ได้ผลตามคำพิพากษา เนื่องจากฝ่ายแพ้คดีไม่ยอมปฎิบัติตามคำพิพากษาโดยได้ทราบคำบังคับและระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้เพื่อการปฎิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีอำนาจที่จะดำเนินการขอให้ศาลบังคับคดีได้
อนึ่ง คู่ความฝ่ายชนะคดีจะต้องร้องขอให้มีการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด แต่ถ้าผู้ชนะคดีไม่ร้องขอให้ศาลบังคับคดีภายใน 10 ปี การบังคับคดีก็ย่อมสิ้นสุดลง

วิธีการบังคับคดี

1. วิธีการออกหมายบังคัดคดี เมื่อได้มีการส่งคำบังคับให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา และระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้เพื่อปฎิบัติตามคำพิพากษาได้ล่วงพ้นแล้ว แต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังขัดขืนไม่ปฎิบัติตามคำพิพากษา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นที่ได้พิจารณาและพิพากษาคดี เพื่อขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี (ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อดำเนินการบังคับคดี)
2. การติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม การบังคับคดีของศาลในกรุงเทพมหานคร ดำเนินการโดยกรมบังคับคดี ส่วนในต่างจังหวัด หากมีสำนักงานบังคับคดีประจำจังหวัด สำนักงานดังกล่าวจะเป็นผู้ดำเนินการ
                                                                           ที่มา   http://www.legaltolaw.com/



วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พิชิตตั๋วทนาย: สรุปสาระสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการดำเนินคดีแพ่ง

พิชิตตั๋วทนาย: สรุปสาระสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการดำเนินคดีแพ่ง: สรุปสาระสำคัญที่ควรรู้ เกี่ยวกับ การดำเนินคดีแพ่ง                                                                       รวบรวมโดย.......

พิชิตตั๋วทนาย: สรุปสาระสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการดำเนินคดีแพ่ง

พิชิตตั๋วทนาย: สรุปสาระสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการดำเนินคดีแพ่ง: สรุปสาระสำคัญที่ควรรู้ เกี่ยวกับ การดำเนินคดีแพ่ง                                                                       รวบรวมโดย.......

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

อ่านเพื่อสร้างกำลังใจแก่ตัวเอง



สิ่งเดียวที่ผมทำไม่ได้คือ "การยอมแพ้" *~
ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอน อายุ 4 ขวบ
ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
ชายคน นั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอา ชีวะแห่งซูริค
ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้า ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัว เองตลอดเวลา"
ชายคน นั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู

ชายคนหนึ่งเคยถูก ปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอยต์
ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีก ที
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม
ชาย คนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ
ชาย คนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลก ครั้งที่สองได้สำเร็จ
ชาย คนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์" ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง

ชายกลุ่มหนึ่ง...เป็นนัก ดนตรี
ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง
ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา และกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"
ชายกลุ่มนั้น...มีนาม ว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน

ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
ชาย คนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม
ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออก จากทีมโรงเรียน
ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน" หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก

ชายคนหนึ่ง...เป็น นักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ
ชาย คนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลา บั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก

ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
ชาย คนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
ชายคนนั้น...ล้วนทำ ประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว
ชายคนนั้น...ได้เป็น นายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
ชายคนนั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
ชายคนนั้น ...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท ่านั้น
ชายคนนั้น...เคยสอบ ได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี
ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"

ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย แกควรกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า"
ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"

หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
หญิง คนนั้น...ทำงานให้กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่
หญิงคนนั้น...เคย โดนผู้อำนวยการบริษัท บลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า "เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯ หรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีน มอนโร" นั่นเอง

ชาย คนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับ มหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ด อันเลื่องชื่อ
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อ มา
ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย
ชายคนนั้น...สำเร็จการ ศึกษา
ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญสหรัฐ
ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนอัจฉริยะ อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก

ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็น เวลานานๆ
ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
ชาย คนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น ...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือผู้ให้การช่วยเหลือ ด้านเงินท ุนกับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ทรงอิ ทธิพลมากที่สุดในโลก
ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม หรือที่รู้จักกันในนาม "บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ

ผม เชื่อว่าทุกคนเคยแพ้ ผมเชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว

แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ ล้มเหลว

คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก



                                                                      เครดิต by  http://www.hgctutor.com

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

สาระสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา



สาระสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา
                          
                                     รวบรวมโดย ..สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ
       


             คดีอาญา คือ คดีที่มีการฟ้องกันเกี่ยวกับความผิด และโทษซึ่งกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ ในขณะที่มีการกระทำความผิด
                       ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรค 1 บัญญัติว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิด และกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
                      มาตรา 18 บัญญัติว่า โทษสำหรับที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้
   1.  ประหารชีวิต (คือ การฉีดยา หรือสารพิษให้ตาย)
                         2 .  จำคุก (คือ การคุมขังไว้ในเรือน     จำ การคำนวณระยะเวลาจำคุก จะนับวันเริ่มจำคุกรวมเข้าด้วย และนับเป็น 1 เดือนเต็ม โดยไม่คำนึงถึงถึงจำนวนชั่วโมงว่าต้องครบ 24 ชั่วโมง ถ้าโทษจำคุกกำหนดเป็นเดือน ให้นับ 30 วันเต็มเป็น  1 เดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คิดคำนวณตามปีปฏิทิน)
                          3 . กักขัง (คือ การกักขังไว้ในที่สถานที่กักขัง ซึ่งกำหนดไว้ซึ่งมิใช่เรือนจำสถานีตำรวจ หรือสถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน)
                         4 . ปรับ (คือการที่จำเลยต้องชำระเงินตามจำนวนตามที่ศาลพิพากษา หากไม่ชำระภายใน30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา จำเลยอาจถูกยึดทรัพย์สินใช้แทนค่าปรับ หรืออาจถูกกักขังแทนค่าปรับ โดยถืออัตราค่าปรับ 200 บาท ต่อการกักขัง 1 วัน ถ้าจำเลยเคยถูกควบคุมตัวมาก่อนไม่ว่าจะเป็นชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการ หรือชั้นศาล ศาลจะนำวันที่ถูกควบคุมตัวนั้นมาคิดหักวันขังให้ด้วยหรือจำเลยจะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอทำงานสาธารณประโยชน์ หรืองานบริการสังคม แทนการชำระค่าปรับก็ได้ ถ้าศาลเห็นสมควรอนุญาต ศาลจะต้องกำหนดชั่วโมงการทำงานที่จะถือว่าเป็น 1 วันทำงานไว้ด้วย
                       การกักขังแทนค่าปรับนี้  กฎหมายห้ามมิให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปี เว้นแต่คำพิพากษาให้ปรับตั้งแต่ 80,000 บาท สามารถกักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปีได้ แต่ต้องไม่เกิน 2 ปี)
                       5 . ริบทรัพย์สิน (คือ ทรัพย์ที่ผู้นั้นได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจสั่งริบ เว้นแต่ทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเพื่อขอคืนทรัพย์สินของตนไว้)
               แต่การที่เอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และบุคคลจักต้องรับโทษทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนาเว้นแต่จะเข้าเหตุยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
            หรืออาจกล่าวได้ว่า คดีอาญา เป็นเรื่องที่ฟ้องเพื่อเอาผิดกับบุคคลที่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำนั้น บัญญัติว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ให้มารับโทษ และโทษจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้นั้นตาย โดยผู้ฟ้องจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้กระทำนั้นมีเจตนาประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลจากการกระทำการอันกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดนั้น ศาลจึงจะลงโทษผู้นั้นได้ และโทษที่จะลงนั้น ต้องเป็นโทษที่กฎหมายที่ใช้ในขณะที่มีการกระทำความผิดนั้นกำหนดไว้ด้วย(มีต่อนะครับ)

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สรุปสาระสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการดำเนินคดีแพ่ง

สรุปสาระสำคัญที่ควรรู้
เกี่ยวกับ
การดำเนินคดีแพ่ง
                                                                      รวบรวมโดย....สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ สภาทนายความ
              คดีแพ่ง คือ คดี หรือข้อพิพาทที่มีข้อขัดแย้ง หรือข้อโต้แย้ง หรือกล่าวหากันเกี่ยวกับสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่ง โดยเป็นการกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความเดือดร้อน รำคาญ ก่อความเสียหาย หรือละเมิดต่อสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายของบุคคลอื่น และไม่สามารถตกลงกันได้ เป็นคดีที่มีข้อขัดแย้งซึ่งผู้ได้รับความเสียหายฟ้องบุคคลอื่นที่เป็นเหตุแห่งข้อขัดแย้งเป็นจำเลย ซึ่งศาลจะนัดชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาท สืบพยาน และมีคำพิพากษา เรียกว่า “คดีมีข้อพิพาท” อย่างหนึ่ง ( เช่น ละเมิดต่อสิทธิในทรัพย์สิน สิทธิในชีวิต ร่างกาย สิทธิในครอบครัว สิทธิในเกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นต้น )
            กับ คดีที่บุคคลจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาล ร้องขอต่อศาลเพื่อให้รับรองคุ้มครองสิทธิของตน โดยเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ ให้การกระทำบางอย่าง หรือการใช้สิทธิบางอย่างจำต้องได้รับอนุญาตหรือได้รับการรับรองจากศาลก่อนเป็นคดีที่ผู้ร้องไม่ต้องฟ้องใครเป็นจำเลย แต่จำเป็นต้องเสนอเรื่องราวของตนต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หากมมีคำสั่งศาลแล้วไม่อาจจะกระทำได้ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เสนอเรื่องราวหรือยื่นฟ้องโดยทำเป็นคำร้อง ผู้นั้นเพียงแต่ยื่นคำร้องต่อศาลแสดงเหตุผลแห่งความจำเป็น และความต้องการ โดยศาลจะนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่ง เรียกว่า “คดีไม่มีข้อพิพาท” หรือ “คดีฝ่ายเดียว” อีกอย่างหนึ่ง (เช่น การขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย การขอให้ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ การขอให้ศาลแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นต้น) และหากการเสนอคำร้องนั้น ไปกระทบสิทธิหรือโต้แย้งสิทธิของบุคคลอื่น บุคคลที่ถูกกระทบ หรือ ถูกโต้แย้งสิทธินั้นอาจโต้แย้ง คัดค้านคำร้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดี มีผลทำให้คดีไม่มีข้อพิพาทนี้ กลายเป็นคดีที่มีข้อพิพาททันที
       สรุปสิทธิในการฟ้องคดีแพ่ง  บุคคลผู้ประสงค์จะนำคดีแพ่งฟ้องร้องต่อศาล จะต้องมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนดไว้ 2 อย่าง คือ
1.        มีข้อขัดแย้ง ข้อพิพาท หรือกล่าวหากัน หรือละเมิด เกี่ยวกับสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่ง เรียกว่า “คดีมีข้อพิพาท”  หรือ
2.       มีเหตุและจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลตามที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิไว้เรียกว่า “คดีไม่มีข้อพิพาท”
         การฟ้องคดีแพ่ง   -ฟ้องด้วยวาจา หรือ
                                                    -ทำเป็นหนังสือ
                                                  -โดยมีจุดมุ่งหมายให้จำเลย กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อประโยชน์ของโจทก์ผู้ถูกฟ้องคดี

การพิจารณาว่าจะฟ้องคดีที่ศาลใด
1.        พิจารณาจากประเภทคดี และทุนทรัพย์ที่พิพาทกันเพื่อพิจารณาถึงอำนาจศาล คือ อยู่ในอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว (ศาลแขวง) หรือผู้พิพากษาหลายคน (ศาลจังหวัด)
2.       พิจารณาจากเขตอำนาจของศาลนั้นๆ คือ พิจารณาว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลใด หรือมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ก็ฟ้องคดีต่อเขตศาลที่มีเขตอำนาจ เช่น ฟ้องเรียกเงินกู้หรือดอกเบี้ย ผู้กู้(จำเลย) ไปทำสัญญากู้เงินกันในท้องที่เขตอำนาจของศาลจังหวัดปทุมธานี โจทก์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี (ภูมิลำเนาของจำเลย) หรือ๖อศาลจังหวัดปทุมธานี(มูลคดีเกิด) ก็ได้ตามแต่จะเลือก
        +++ส่วนจะยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด หรือศาลแขวง ต้องพิจารณาจากจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีนั้นๆ

ศาลจังหวัด  พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 และมาตรา 26 ให้ความหมายคำว่า “ศาลจังหวัด” ไว้ว่า หมายความถึง ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง และคดีอาญาทั้งปวง ที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น และต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน
              มีอำนาจหน้าที่ทั่วไปที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้ทุกประเภท ซึ่งจะมีที่ตั้งประจำในแต่ละจังหวัด หรือในบางอำเภอ เว้นแต่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ศาลปกครอง ศาลทหาร ศาลทรัพย์สินทางปัญญา ศาลภาษีอากร ฯลฯ แต่ในส่วนของคดีแพ่ง คดีที่จะฟ้องต่อศาลจังหวัดได้ จะต้องมีเงื่อนไข ดังนี้
1.        คดีที่มีทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกัน เกินกว่า 300,000 บาท
2.       คดีที่ฟ้องขอให้ระงับความเดือดร้อน ความรำคาญ หรือความเสียหาย ซึ่งไม่เกี่ยวกับจำนวนเงิน เช่น การฟ้องขับไล่ การฟ้องขอเป็นทางภาระจำยอม ฯลฯ
3.       คดีไม่มีข้อพิพาท เช่น คดีขอเป็นผู้จัดการมรดก คดีขอศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ฯลฯ
บางครั้งในจังหวัดเดียวกัน อาจมีศาลจังหวัดหลายศาล การจะยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดใดให้พิจารณาว่าศาลนั้นๆ มีเขตอำนาจครอบคลุมอำเภอใด หรือตำบลใด และจังหวัดที่มีศาลจังหวัดมากกว่า  1 ศาล เช่น
-จังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นศาลที่เทียบเท่าศาลจังหวัด มีศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง รวม 6 ศาล คือ
           1. ศาลแพ่ง มีอำนาจครอบคลุม  เขตพระนคร เขตดุสิต เขตบางซื่อ เขตบางเขน (เฉพาะแขวงอนุสาวรีย์) เขตสายไหม (เฉพาะแขวงคลองถนน) เขตดอนเมือง เขตหลักสี่ เขตจตุจักร เขตบางกะปิ เขตวังทองหลาง เขตลาดพร้าว (เฉพาะแขวงลาดพร้าว) เขตบึงกุ่ม (เฉพาะแขวงบึงกุ่ม) เขตพญาไท เขตราชเทวี เขตห้วยขวาง เขตดินแดง
          2. ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีอำนาจครอบคลุม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย (เฉพาะแขวงป้อมปราบฯ,แขวงเทพศิรินทร์,แขวงบ้านบาตร,แขวงคลองมหานาค,แขวงวัดโสมนัส)  เขตสัมพันธวงศ์ ,แขวงตลาดน้อย,แขวงจักรวรรดิ)
           3. ศาลแพ่งธนบุรี มีอำนาจครอบคลุม เขตคลองสาน เขตธนบุรี เขตจอมทอง เขตบางบอน เขตบางขุนเทียน เขตทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ
           4. ศาลจังหวัดมีนบุรี มีอำนาจครอบคลุม เขตมีนบุรี (เฉพาะแขวงมีนบุรี,แขวงแสนแสบ) เขตหนองจอก (เฉพาะแขวงหนองจอก,แขวงกระทุ่มราย,แขวงโคกแฝด,แขวงลำผักชี,แขวงคลองสิบ,แขวงคลองสิบสอง,แขวงลำต้อยติ่ง,แขวงคู้ฝั่งเหนือ)  เขตลาดกระบัง (เฉพาะแขวงลาดกระบัง,แขวงทับยาว,แขวงขุมทอง,แขวงลำปาทิว,แขวงคลองสามประเวศ,แขวงสองต้นนุ่น)  เขตคลองสามวา (เฉพาะแขวงบางชัน,แขวงทรายกองดิน,แขวงทรายกองดินใต้,แขวงสามวาตะวันออก,แขวงสามวาตะวันตก)  เขตลาดพร้าว (เฉพาะแขวงจระเข้บัว)  เขตคันนายาว (เฉพาะแขวงขันนายาว) เขตสะพานสูง (เฉพาะแขวงสะพานสูง)  เขตบางเขน( เฉพาะแขวงท่าแร้ง) เขตสายไหม (เฉพาะแขวงออเงิน)
             5. ศาลจังหวัดตลิ่งชัน มีอำนาจครอบคลุม เขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตบางแค เขตบางกอกน้อย  เขตบางกอกใหญ่  เขตบางพลัด เขตภาษีเจริญ เขตหนองแขม
          6. ศาลจังหวัดพระโขนง มีอำนาจครอบคลุม เขตประเวศ เขตสวนหลวง เขตคลองเตย เขตพระโขนง เขตบางนา เขตวัฒนา
      -จังหวัดประทุมธานี มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดประทุมธานี และศาลจังหวัดธัญบุรี
     -จังหวัดเชียงราย มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดเชียงราย และศาลจังหวัดเทิง
     -จังหวัดเชียงใหม่ มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดเชียงใหม่ และศาลจังหวัดฝาง
     -จังหวัดแม่ฮ่องสอน มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน และศาลจังหวัดแม่สะเรียง
     -จังหวัดตาก มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดตาก และศาลจังหวัดแม่สอด
     -จังหวัดสุโขทัย มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดสุโขทัย และศาลจังหวัดสวรรคโลก
     -จังหวัดชลบุรี มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดชลบุรี และศาลจังหวัดพัทยา
     -จังหวัดปราจีนบุรี มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดปราจีนบุรี และศาลจังหวัดกบินทร์บุรี
     -จังหวัดกาญจนบุรี มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดกาญจนบุรี และศาลจังหวัดทองผาภูมิ
     -จังหวัดเพชรบูรณ์ มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ และศาลจังหวัดหล่มสัก
      -จังหวัดนครราชสีมา มี 3 ศาล คือ ศาลจังหวัดนครราชสีมา และศาลจังหวัดสีคิ้ว(ปากช่อง)
                                                           และศาลจังหวัดบัวใหญ่
     -จังหวัดอุบลราชธานี มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดอุบลราชธานี และศาลจังหวัดเดชอุดม
    -จังหวัดขอนแก่น มี 2 ศาล คือ  ศาลจังหวัดขอนแก่น และศาลจังหวัดพล
    -จังหวัดหนองคาย มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดหนองคาย และศาลจังหวัดบึงกาฬ
      -ศาลจังหวัดสกลนคร มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดสกลนคร และศาลจังหวัดสว่างแดนดิน
      -ศาลจังหวัดสุรินทร์ มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดสุรินทร์ และศาลจังหวัดรัตนบุรี
      -ศาลจังหวัดศรีสะเกษ มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดศรีสะเกษ และศาลจังหวัดกันทรลักษณ์
      -ศาลจังหวัดชัยภูมิ มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดชัยภูมิ และศาลจังหวัดภูมิเขียว
      -ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ และศาลจังหวัดนางรอง
      -ศาลจังหวัดชุมพร มี 2  ศาล คือ ศาลจังหวัดชุมพร และศาลจังหวัดหลังสวน
      -ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี มี 3 ศาล คือ ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ศาลจังหวัดไชยา
                                              และศาลจังหวัดเกาะสมุย
     -ศาลจังหวัดพระนครศรีธรรมราช มี 3 ศาล คือ ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ศาลจังหวัดทุ่งสง
                                             และศาลจังหวัดปากพนัง
      -ศาลจังหวัดพังงา มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดพังงา และศาลจังหวัดตะกั่วป่า
      -ศาลจังหวัดยะลา มี 2 ศาล คือ ศาลจังหวัดยะลา และศาลจังหวัดเบตง

ศาลแขวง  พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ให้ความหมายคำว่า “ศาลแขวง”  ไว้ว่า หมายความถึง ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และมีอำนาจทำการไต่สวน หรือมีคำสั่งใดๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจกระทำได้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 24 และมาตรา 25 วรรคหนึ่ง
              มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเล็กๆ น้อยๆ และมีอำนาจไต่สวน หรือออกคำสั่งใดๆที่อยู่ในอำนาจผู้พิพากษาคนเดียวแต่ในส่วนคดีแพ่ง เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ราคาทรัพย์สินพิพาท หรือจำนวนทุนทรัพย์ที่ฟ้องไม่เกิน 300.000 บาท ราคาทรัพย์ที่พิพาท หรือจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าวอาจขยายได้ โดยพระราชกฤษฎีกา (ตาม พระธรรมนูญศาลฯ ม.25 (4) )
            ในจังหวัดบางจังหวัดมีศาลแขวงและอาจมีมากว่า 1 ศาล แต่ในบางจังหวัดอาจไม่มีศาลแขวงเลย
        ถ้าจังหวัดใดไม่มีศาลแขวง คดีแพ่งที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง (ผู้พิพากษาคนเดียว) คือ คดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินจำนวนเงิน 300,000 บาท ก็ให้ยื่นฟ้องได้ที่ศาลจังหวัดตามเขตอำนาจศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา หรือที่มูลคดีเกิด แต่ถ้าเป็นการพิพาทกันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ จะยื่นฟ้องต่อศาลซึ่งเป็นที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น ศาลใดศาลหนึ่งก็ได้ตามแต่จะเลือก เนื่องจากมีกฎหมายให้อำนาจไว้ คือ พระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดได้โดยอนุโลม




การฟ้องคดีแพ่ง


    ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 บัญญัติสาระสำคัญเป็นหลักการไว้ว่า


1.        คำฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ


2.       แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา


3.       ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา (เป็นฐานสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ที่ถูกโต้แย้งตามกฎหมาย)


4.       คำขอท้ายฟ้องที่ขอให้ศาลบังคับจำเลย (คำขอบังคับ ค่าเสียหาย ม.446 ค่าเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน ไม่มีอะไรวัดได้ว่าเท่าไหร่ เช่น ค่าเสียหายทางจิตใจ – สามีตาย / ภรรยาตาย ใครเสียใจมากว่ากัน)


5.       ค่าธรรมเนียมศาล (มาตรา 150 และตาราง 1 ท้าย ป.วิแพ่ง )


ค่าขึ้นศาล เป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมศาล


ค่าธรรมเนียมศาล เป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียมศาล


ค่าฤชาธรรมเนียมศาล ได้แก่ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าสืบพยานหลักฐานนอกศาล ค่าป่วย ค่าพาหนะเดินทาง ค่าเช่าที่พักของพยาน/ผู้เชี่ยวชาญ/ล่าม และเจ้าพนักงานศาล ค่าทนายความ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ตลอดจนค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่กฎหมายบังคับให้ชำระ (มาตรา 149)


อัตราการเสียค่าขึ้นศาลในการดำเนินคดีแพ่ง (มาตรา 1 ท้าย ป.วิแพ่ง) คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000,000 บาท เสียค่าขึ้นศาลร้อยละ 2 บาท  แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนที่เกิน เสียร้อยละ 0.1 บาท


    คดีไม่มีทุนทรัพย์ เสียค่าขึ้นศาลเรื่องละ 200 บาท


    คดีมีทุนทรัพย์ และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ด้วยกัน เสียค่าขึ้นศาลตามข้อ 5.1 แต่ไม่น้อยกว่าข้อ 5.2


     คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ เสียค่าขึ้นศาลร้อยละ 2 บาท แต่ไม่เกิน 1,000 บาท ตามมาตรา 190 จัตวา


    คดีผู้บริโภค กรณีผู้บริโภคฟ้องผู้ประกอบธุรกิจ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจยื่นฟ้องคดีผู้บริโภค ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามปกติ


 


ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่ง มีดังนี้


1.        ค่าขึ้นศาล คือ ค่าธรรมเนียมที่ศาลเรียกเก็บ เมื่อบุคคลใดนำคดีมาฟ้อง หรือร้องขอต่อศาล บุคคลนั้นจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งค่าขึ้นศาลสามารถแยกประเภทได้ดังนี้


      -คดีทีทุนทรัพย์ คือ คดีที่บุคคลฟ้องเรียกขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ตนได้รับชำระหนี้หรือได้รับค่าเสียหายที่เป็นเงิน หรือเป็นทรัพย์สิน ซึ่งสามารถคำนวณราคาเป็นจำนวนเงินได้ (ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินนั้นยังไม่ได้เป็นของตน) จากผู้อื่นให้มาเป็นของตน โดยจำนวนเงินหรือราคาทรัพย์สินที่เรียกร้องนั้น ถือเป็นจำนวนเงินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกัน เช่น ฟ้องให้ชำระเงิน ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ย , ฟ้องเรียกให้ชำระราคารถยนต์ที่ค้างตามสัญญาจะซื้อจะขาย


       ค่าขึ้นศาลในคดีมีทุนทรัพย์ สำหรับคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50 ล้านบาท โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 2 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน             200,000 บาท


       แต่ถ้าทุนทรัพย์เกินกว่า 50 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป (ตั้งแต่ 50,000,001 บาท ขึ้นไป ) ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 0.1 บาท


      -คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ เสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 2 บาท แต่ไม่เกิน 1,000 บาท ตามมาตรา 190 จัตวา





      -คดีผู้บริโภค กรณีผู้บริโภคฟ้องผู้ประกอบธุรกิจ ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจยื่นฟ้องผู้บริโภค ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามปกติเหมือนคดีแพ่งทั่วไป


       -คดีไม่มีทุนทรัพย์ คือ คดีที่ฝ่ายโจทก์ฟ้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำสั่งระงับความเดือดร้อน ความรำคาญ หรือความเสียหายที่ไม่อาจคำนวณเป็นจำนวนเงินได้ เพื่อประโยชน์ของตัวโจทก์เอง โดยไม่มีการเรียกร้องเป็นจำนวนเงิน หรือทรัพย์สินอื่นใด


               หรือเป็นคดีที่บุคคลเรียกร้อง หรือขอในสิ่งที่เป็นของตนอยู่แล้ว หรือขอให้ศาลสั่งเพื่อแสดงสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อรับรองและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายไว้ ซึ่งหากไม่มีคำสั่งศาลบุคคลนั้นไม่อาจใช้สิทธินั้นได้ แต่ผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้น ไม่ทำให้บุคคลนั้นได้มาซึ่งทรัพย์สินใดเพิ่มขึ้น หรือ เป็นกรณีขอในสิ่งที่ไม่อาจคำนวณเป็นจำนวนเงินได้ เช่น การฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติบุคคล , การฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโดยมิชอบและขอให้ที่ดินนั้นกลับมาเป็นของเจ้าของที่ดินตามเดิม,การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ,การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้อนุบาล ฯลฯ


           ค่าขึ้นศาลในคดีไม่มีทุนทรัพย์ โจทก์หรือผู้ร้องต้องเสียเรื่องละ 200 บาท





        -กรณียื่นฟ้องเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และไม่มีทุนทรัพย์ รวมอยู่ในคดีเดียวกัน โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ในอัตราร้อยละ 2 ของจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง (แต่ไม่เกิน 200,000 บาท (ขั้นสูง) สำหรับทุนทรัพย์ที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ถ้าเกิน ส่วนที่เกินเสียอัตราร้อยละ 0.1  และการคิดค่าขึ้นศาล นั้นต้องไม่น้อยกว่า 200 บาท (ขั้นต่ำ ) คิดอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์) เช่น โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านที่อยู่อาศัย พร้อมเรียกให้ชำระค่าประตู และกุญแจล็อคอัตโนมัติที่จำเลยทำลายอยู่อาศัย รวมทั้งเรียกค่าเสียหายนับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเกินกว่า 300,000 บาท มาด้วย กรณีนี้โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นจำนวนเงิน 6,000 บาท





         -คำร้องขอกันส่วนในชั้นบังคับคดี ถือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เสียค่าขึ้นศาล 200 บาท


        -การอุทธรณ์ หรือฎีกาคำสั่งศาล ตาม ป.วิ แพ่ง ม.227  หรือ 228(2) และ (3) เสียค่าขึ้นศาล เรื่องละ 200 บาท


         -คดีที่ฟ้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเทศ หรือการร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเทศ ซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท


            ถ้าเกิน ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป (ตั้งแต่ 50,000,001 บาท ขึ้นไป ) เสียค่าขึ้นศาลอัตราร้อยละ 0.1


              -กรณีเป็นคดีที่ร้องขอให้ศาลบังคับตามหรือขอให้เพิกถอน คำชี้ขาดของอนุโตตุลาการต่างประเทศ ซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50 ล้านบาท เสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 1 ของจำนวนที่ร้องขอให้ศาลบังคับให้ศาลบังคับให้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท


                ถ้าเกิน ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป (ตั้งแต่ 50,000,001 บาทขึ้นไป) เสียค่าขึ้นศาลอัตราร้อยละ 0.1


                -คดีที่ฟ้องขอให้บังคับจำนอง หรือบังคับเอาทรัพย์สินหลุดจำนอง (โดยฟ้องเกี่ยวกับหนี้จำนองอันเป็นหนี้อุปกรณ์อย่างเดียว ไม่มีหนี้ประธาน แลละจำเลยให้การรับสารภาพ)


ซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกิน 50 ล้านบาท เสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 1 ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท


                 ถ้าเกิน ส่วนที่เกิน 50  ล้านบาท ขึ้นไป (ตั้งแต่ 50,000,001 บาทขึ้นไป )เสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 0.1


                   แต่ถ้าจำเลยต่อสู้คดี หรือเป็นคำฟ้องที่มีหนี้ประธานรวมอยู่ด้วย ให้คิดค่าขึ้นศาลในอัตราปกติเหมือนคดีทั่วไป


                   -คำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เสียค่าขึ้นศาลร้อยละ 1 แต่ถ้าโจทก์คัดค้าน เจ้าหนี้ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 2  เหมือนคดีปกติทั่วไป เว้นแต่ ถ้าเจ้าหนี้จำนอง เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาล ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล


                     -คำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิ เสียค่าขึ้นศาลตามราคาทรัพย์ที่ผู้ร้องกำหนดเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในอัตราร้อยละ 2 เหมือนคดีปกติทั่วไป


                      -คำร้องขัดทรัพย์ ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด เสียค่าขึ้นศาลตามราคาทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยเป็นทุนทรัพย์ของคดีร้องขัดทรัพย์ ในอัตราร้อยละ 2 เหมือนปกติทั่วไป โดยคิดค่าขึ้นศาลแยกต่างหากจากเดิม


     2 . ค่าขึ้นศาลในอนาคต คือ ค่าธรรมเนียมที่ศาลเรียกเก็บในกรณีที่โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดี


                  -เรียกให้จำเลยชำระค่าเช่า ดอกเบี้ย ค่าเสียหาย โดยไม่ได้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด หรืออนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง จนถึงวันฟ้อง (ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง) ไว้ ทั้งที่มีสิทธิเรียกร้อง กลับไม่คิดคำนวณเป็นจำนวนเงินออกมา แต่รุบุว่าขอเรียกดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กรณีนี้ศาลจะสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในอนาคตอีก เป็นเงินจำนวน 100 บาท ก็ได้ หรือศาลจะมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องให้โจทก์ไปแก้ไขเกี่ยวกับจำนวนทุนทรัพย์ใหม่ และให้เสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องก็ได้


                  -เรียกค่าขาดไร้อุปการะ เป็นค่าเสียหายในอนาคต ต้องเสียค่าขึ้นศาล 100 บาท


                 -เรียกให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ เงินเดือน เงินบำนาญ หรือเงินอื่นๆ ที่ขอให้จ่ายมีกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าเป็นระยะเวลาในอนาคต ต้องเสียค่าขึ้นศาล 100 บาท





       3 . ค่าขึ้นศาลเพิ่มเติม คือ ค่าธรรมเนียมที่ศาลเรียกเก็บจากโจทก์เพิ่มขึ้นจากจำนวนที่ได้ชำระไว้เมื่อตอนยื่นฟ้อง เนื่องจากมีเหตุที่ทำให้จำนวนทุนทรัพย์เพิ่มขึ้นมากกว่าจำนวนที่โจทก์ระบุไว้หน้าคำฟ้อง เช่น


                    กรณีที่โจทก์ไม่ได้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด หรือนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้องจนถึงวันฟ้อง (ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง) เป็นจำนวนเงินมา คงระบุว่าขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง และศาลเห็นว่าสามารถคิดคำนวณเป็นเงินที่แน่นอนได้ ศาลอาจมีคำสั่งให้คืนสำนวนแก่โจทก์ เพื่อแก้ไขจำนวนทุนทรัพย์ให้ถูกต้อง กรณีนี้ โจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มจากที่ได้ชำระค่าขึ้นศาลไว้เมื่อตอนที่ยื่นฟ้องโดยชำระเพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นภายหลังจากการแก้ไขคำฟ้องแล้ว หรือเป็นกรณีที่โจทก์มีการแก้ไขคำฟ้องโดยเหตุอื่น และมีผลทำให้จำนวนทุนทรัพย์ที่ยื่นฟ้องไว้เพิ่มขึ้นจากเดิม โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มจากที่เสียไว้เดิม ตามส่วนต่างของจำนวนทุนทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น โดยเสียในอัตราเดิม


      4 . ค่าธรรมเนียมอื่นๆ


             -ค่าคำร้อง คำขอ


             -ค่าใบแต่งทนายความ


             -ค่าอ้างพยานเอกสาร


                   ปัจจุบัน  ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าวข้างต้นเนื่องจากได้มีการแก้ไขกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายวีธีพิจารณาความแพ่ง ฉบับที่ 24 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 ได้แก้ไขในเรื่องค่าธรรมเนียมต่างๆ หลายรายการมีผลทำให้ ค่าคำร้อง คำขอ ใบแต่งทนายความ และค่าอ้างพยานเอกสาร ในคดีแพ่งไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเหมือนกับคดีอาญา


             -ค่ารับรองเอกสาร โดยผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาล ต้องเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 บาท


            -ค่าขอให้ศาลออกหนังสือสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุด ต้องเสียค่าธรรมเนียม ฉบับละ 50 บาท


         5. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เป็นค่าใช้จ่ายที่คู่ความอื่นจำต้องกระทำ หรือต้องดำเนินการเพื่อให้การดำเนินคดีสามารถดำเนินต่อไปได้ หรือต้องทำเพื่อประโยชน์ และความชัดเจนแห่งคดี เช่น


                -ค่าส่งหมาย,ค่าป่วยการและค่าพาหนะพยาน,ค่าเดินเผชิญสืบ,ค่าส่งประเด็น,ค่าทำแผนที่พิพาท, ค่าตรวจเอกสารโดยผู้เชี่ยวชาญ,ค่าตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อ ฯลฯ    ล้วนเป็นค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่คู่ความฝ่ายที่จะดำเนินการเป็นผู้ต้องเสีย ในอัตราที่ศาล หรือกฎหมาย หรือระเบียบของแต่ละองค์กรที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ เช่น การส่งหมาย หรือค่าป่วยการและค่าพาหนะพยาน ศาลจะเป็นผู้กำหนดให้ตามที่ศาลเห็นสมควรขึ้นอยู่กับระยะทาง, ค่าตรวจพิสูจน์เอกสารหรือลายมือชื่อ จะทำโดยกองพิสูจน์หลักฐานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ค่าใช้จ่ายขั้นต่ำประมาณ 5,000 บาท หรือสูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความยากง่าย และจำนวนเอกสาร


           ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งดังกล่าวข้างต้น คู่ความฝ่ายที่ต้องดำเนินการจะต้องเป็นผู้เสียตามอัตราที่กล่าวมา เว้นแต่คู่ความนั้นเป็นบุคคลที่ยากจน ไม่มีทรัพย์ที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ บุคคลนั้นมีสิทธิยื่นต่อศาลขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล โดยยื่นขอได้ทั้งในการเป็นโจทก์ฟ้องคดี หรือยื่นขอในการต่อสู้คดีกรณีเป็นจำเลย ผู้ยื่นสามารถยื่นได้ทั้งในการดำเนินคดีต่อศาลชั้นต้น ชั้นศาลอุทธรณ์ หรือชั้นศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156


          เมื่อศาลพิจารณาคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแล้ว เห็นสมควรและเชื่อว่าผู้ร้องไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ หรือหากไม่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมแล้วผู้ร้องจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร อันเป็นการพิจารณาถึงสถานะของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 ศาลจะมีคำสั่งให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด หรือยกเว้นเฉพาะบางส่วนก็ได้


           เมื่อศาลอนุญาตให้ผู้ใดได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ผู้นั้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนั้นๆ เช่นได้รับยกเว้นในศาลชั้นต้น ก็ไม่ต้องวางเงินค่าขึ้นศาล ค่าธรรมเนียมต่างๆ ยกเว้นค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าส่งหมาย ค่าป่วยการ-ค่าพาหนะพยาน ค่าตรวจพิสูจน์เอกสาร-ลายมือชื่อ ฯลฯ ผู้นั้นยังคงต้องเสียตามปกติและเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ถือว่าคดีเสร็จในชั้นต้น ถ้าผู้นั้นประสงค์จะอุทธรณ์ – ฎีกา คัดค้านคำพิพากษา ผู้นั้นก็ต้องยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมในชั้นศาลแต่ละชั้นศาลใหม่เนื่องจากเวลาผ่านไปสถานะของผู้นั้นอาจเปลี่ยนแปลงไปถ้ามีเหตุหรือปรากฎว่าผู้นั้นมีทรัพย์สินขึ้น ศาลอาจมีคำสั่งไม่อนุญาต หรือยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมเสียก็ได้














                                แบบพิมพ์ศาลที่ใช้ในการทำคำฟ้องคดีแพ่ง คือ
                                          แบบพิมพ์ศาลหมายเลข (4) คำฟ้อง
            เมื่อใช้ด้านหน้าและด้านหลังหมดแล้วไม่พอ ให้ต่อด้วย 40 ก. จนจบคำฟ้อง
                                                เมื่อจบเนื้อหาของคำฟ้องแล้ว
               ให้ปิดท้ายด้วยแบบพิมพ์ศาลหมายเลข (5) คำขอท้ายคำฟ้องคดีแพ่ง






                                                              “ทนายความ” ต้องไม่มี “อคติ”


                                                   คิดจะเอาชนะฝ่ายเดียว เพราะจะทำให้  “ลำเอียง”


               

กองมรดก

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมรดก :: โดย www.meechaithailand.com ...